วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเลือกลักษณะที่ดินเปล่าตามหลักฮวงจุ้ย

ที่ดินที่มงคล 
ลักษณะที่ดินที่เป็นมงคลสำหรับฮวงจุ้ย จะนิยมที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย สี่เหลี่ยมผืนผ้า และที่ดินรูปทรงนำเข้า ความเป็นมงคลทั้งสามแบบนี้ ว่ากันว่าเป็นพื้นฐาน ที่จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ของผู้ที่อยู่อาศัย ถ้ามองกันตามรูปธรรมแล้ว ที่ดินแบบที่ว่านี้ วางตัวบ้านได้ง่าย
-          ที่ดินรูปสี่เหลี่ยม  เป็นลักษณะที่เป็นความมั่นคงตามหลักฮวงจุ้ย การปลูกบ้านควรเว้นที่ว่างหน้าบ้านเอาไว้ พอสมควร บริเวณพื้นที่หน้าบ้าน หรือลานกว้างหน้าบ้านนี้ ภาษาฮวงจุ้ยเรียกว่า เหม่งตึ้ง หรือ หมิ่งตาง ลานกว้างหน้าบ้านนี้ จะเป็นตัวรับพลัง ชี่ผ่านเข้ามาก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน ประตูหน้าบ้าน
-          ที่ดินทรงน้ำเต้า คือ ที่ดิน ที่คนทั่วไปรู้จัก กันว่า ถุงเงิน ด้านติดถนนจะแคบกว่า เป็นปากถุงเหมือนปากน้ำเต้า แล้วจึงมาป่องส่วนกลาง และส่วนล่างจะเป็นก้นถุง เป็นที่ดินที่ดีที่สุดอีกแบบหนึ่ง แต่หายากที่สุด ที่ดินแบบนี้ถ้ารู้จักเปิด ปากทางเข้า (ฝาน้ำเต้า) ให้ดี จะทำให้ฐานะการเงินดีมาก ๆ
-          ที่ดินรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า โดยมากเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู บ้างก็เป็นที่ดินรูปทรงตลาดไปเลย คือมีหลายเหลี่ยมหลายมุม ที่ดินแบบนี้ก่อนสร้างจะต้องเอา ผังมาวางกันก่อน พยายามทำที่ดิน ให้เป็นสี่เหลี่ยมให้มากที่สุด ที่สำคัญอย่าลืมเว้นลานกว้างหน้าบ้าน หรือ เหม่งตึ้งไว้ด้วย ถ้าให้ดีที่สุด ลานกว้างนี้ ควรจะมีขนาด 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับความลึกของตัวบ้าน
-          ที่ดินรูปทรงสามเหลี่ยม  ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยถือว่า ที่ดินสามเหลี่ยมถือเป็นรูปทรงธาตุไฟ ซึ่งไม่ค่อยเป็นมงคลสำหรับฮวงจุ้ย จะวางตัวบ้านให้สวยนั้น ยากมาก เว้นแต่ที่ดินสามเหลี่ยมผืนนี้ มีขนาดใหญ่ซักหน่อย อย่างไรก็ดี ควรเลือกเป็นอันดับสุดท้าย 

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัจจัยในการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน

            1.ศักยภาพในการพัฒนาที่ดินเพิ่มขึ้น  
 สังเกตได้จากที่ดินที่ถูกพัฒนาโดยนักลงทุนหรือนักพัฒนาที่ดิน ซึ่งราคาจะสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับศักยภาพของการพัฒนาที่ดินทำเลนั้น ๆ อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงของผังเมืองรวม จากที่ดินที่เคยเป็นที่ดินเพื่อการเกษตร อาจเปลี่ยนแปลงเป็นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย หรือ ที่ดินเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม  และเมื่อประโยชน์ในการใช้ที่ดินเพิ่มมากขึ้น ราคาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย เห็นได้จากที่ดินย่านถนนพระราม 5-ราชพฤกษ์ เมื่อมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยเข้าไปจำนวนมาก ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นถึง 50 % จากเดิมตารางวาละ 30,000 บาท เพิ่มเป็น 50,000 บาท

            2.การเพิ่มความหนาแน่นของประชากร  
   หลังจากที่ดินถูกพัฒนาให้มีประโยชน์ทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย และด้านอุตสาหกรรม การย้ายเข้าของประชากรในทำเลนั้น ๆ ย่อมมีจำนวนมากขึ้น  และเมื่อความหนาแน่นของประชากรเพิ่มมากขึ้น ความเจริญรวมทั้งสาธารณูปโภคย่อมมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของที่ดินย่อมเพิ่มขึ้นตามลำดับ

            3.โครงข่ายคมนาคม
 ปัจจัยข้อนี้เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่เห็นได้ชัดมากในการเพิ่มมูลค่าของที่ดิน เห็นได้จากการพัฒนาที่ดินเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่เพียงแต่มีการย้ายเข้าของประชากร มีการตัดถนนใหม่หลายสาย เชื่อมโยงการคมนาคมที่ทันสมัยเข้าสู่สนามบิน  ราคาที่ดินรอบสนามบินพุ่งสูงขึ้นมาก


โดย คุณวิศิษฐ์ คุณาทรกุล

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แนวทางการลงทุนอสังหาฯแนวใหม่2013

 สถานการณ์ปัจจุบันในการลงทุนโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ แนวโน้มมีทิศทางที่สดใส จากปัจจัยหลายประการ โดยสิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักอันเป็นแรงจูงใจที่สำคัญอย่างยิ่งคือมูลค่าที่ดิน และอาคารสิ่งก่อสร้างมีแนวโน้มสูงขึ้นมาโดยตลอด ปัจจัยราคาที่ดินต่อตารางวาจะสูงขึ้นทุกแปลง มากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลและบริบทสภาพแวดล้อม ตลอดจนผังเมือง ผังสีในการกำหนดประเภทการใช้ที่ดินในลักษณะต่างๆ
 
          ปัจจัยอาคารสิ่งก่อสร้างที่มีต้นทุนในการก่อสร้างสูงขึ้นทุกปี วัสดุก่อสร้างราคาสูงขึ้นตามความต้องการในการใช้จากเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ที่ขยายตัว อัตราค่าแรงงานที่สูงขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อาคารสิ่งก่อสร้างมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นทุกปี การขยับตัวของต้นทุนคือเหตุปัจจัยที่ทำให้จะลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบใดก็ตามสามารถลงทุนได้ในทุกช่วงเวลา อาจแตกต่างกันบ้างตามบรรยากาศสถานการณ์ในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หยุดหรือถอยหลัง ฉะนั้น การตัดสินใจขึ้นอสังหาริมทรัพย์ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าหลายๆธุรกิจลงทุน ถ้ามีความพร้อมและองค์ประกอบที่ส่งเสริม เช่น การวิเคราะห์ก่อนซื้ออย่างถี่ถ้วนทุกมิติ การทำ SWOT ANALISIS วิเคราะห์ผลได้ผลเสีย การวิจัยความเป็นไปได้เบื้องต้นอย่างทะลุทะลวง อีกทั้ง ที่ดิน และอาคารไม่เน่าไม่เปื่อย มูลค่าก็ยังคงมี ไม่สูญสลายไปไหน การลงทุนด้านนี้ปัจจัยเสี่ยงก็มีพอสมควร อาทิ
          - การหมุนเงินแบบนอกระบบอย่างไม่รอบคอบของผู้ลงทุน
          - การสร้างโครงการเอาเปรียบผู้บริโภค
          - ไม่มีการสำรวจความต้องการของตลาดอย่างถี่ถ้วน
          - ไม่มีการออกแบบอย่างมีระบบและสร้างสรรค์โครงการ ขาดสุนทรียภาพและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบ
          - อยู่ในทำเลเสี่ยงต่อภัยพิบัติและความเสี่ยงต่อการเวนคืนในอนาคต เพื่อสร้างสาธารนูปโภคของรัฐ (แต่อาจกลับกลายเป็นดีถ้ามีถนนตัดผ่านหน้าที่ดิน)
          - ความเสี่ยงด้านการปรับเปลี่ยนกฎหมาย ผังเมืองและการกำหนดประเภทการใช้ที่ดินมาทำประโยชน์ เป็นต้น
 
          การสร้างสรรค์โครงการในปี 2013 บรรยากาศการลงทุนที่สำเร็จอาศัยปัจจัยแวดล้อมให้คิดวิเคราะห์โดยมีพื้นฐานจากความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้ครับ
          1. การออกแบบที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคตอย่างแม่นยำ
 การออกแบบที่สำเร็จไม่ใช่เป็นการทำเพื่อวันนี้ เพราะความต้องการของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและทันที เมื่อสถานการณ์ที่มากระทบรุนแรง โครงการอาจล้มเหลว เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการล่วงหน้า กลายเป็นโครงการที่ตามหลังเทรนด์ กระแส ปลายแถว โครงการที่ประสบความสำเร็จจึงมองล่วงหน้าไปไกลๆ ประการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การก่อสร้างมักใช้เวลานาน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ กระแสความต้องการอาจหายไปหมดเลยถ้าผู้ลงทุนมองปัจจุบัน แต่ขาดการคาดคะเนอนาคต ปัจจัยอนาคตเพื่อใช้ในการออกแบบมีบริบทที่ต้องศึกษา เช่น พฤติกรรมการดำรงชีวิตประจำวัน ขนาดครอบครัว จำนวนสมาชิกในครอบครัว องค์ประกอบในการใช้ชีวิตส่วนตัว เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมในอนาคตที่เด็กๆเยาชนจะต้องมาเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพลในอนาคตของสังคมต่อไป
 
          2. แนวโน้มความนิยมและกระแสของสังคม
          ถ้าจะวิเคราะห์กันเป็นจริงเป็นจัง และให้อนาคตแม่นยำ อาจจะต้องเหลียวหลังมองอดีต เพื่อมองอนาคตอย่างมีทิศทาง กระแสปี 2013ปีนี้จะพร้อมใจกันเป็นการก่อสร้างและการอยู่อาศัยแบบ “สมาร์ทลีฟวิ่ง” คือ การสร้างสรรค์ทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองการใช้งานครอบคลุมทุกมิติในโครงสร้างความคิดเดียวกัน “บ้าน” จะเป็นลักษณะที่มีประโยชน์ใช้สอยครบและมากกว่าการใช้สอยปกติ มีขนาดไม่ใหญ่โตมาก แต่พอดีและการใช้สอยที่ใหญ่เกินตัว หมายถึง มีประโยชน์แบบน่าทึ่งจากพื้นที่กะทัดรัดที่สุด อีกกระแสที่เป็นปัจจัยหลักไปเสียแล้ว คือ ระบบคิดเชิงการประหยัดพลังงาน ประหยัดต้นทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจธรรมชาติและทรัพยากรด้วยจิตสาธารณะ มองโลกแง่บวกและสร้างสรรค์โลกอย่างมีอุดมการณ์
 
          3. การบูรณาการอย่างชาญฉลาด
          โครงการรุ่นใหม่จะมีความพยายามนำสิ่งดีต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ผสมกันอย่างมีสาระสำคัญ จนเกิดเป็นองค์ความรู้และเอกลักษณ์ใหม่ๆ เช่นการนำจุดเด่นของโรงพยาบาลมาผนวกรวมกันกับที่พักตากอากาศ แบบมีดีไซน์เป็นที่พักที่มีการพักฟื้นและการดูแลดั่งคุณหมอแพทย์ประจำตัว การนำสวนสนุกกับโรงเรียนโดยทำให้ศูนย์การศึกษาและการเรียนรู้มาอยู่รวมกัน ให้มีความโดดเด่นที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ รักการเรียนอย่างสร้างสรรค์และสนุกสนาน
 
          การบูรณาการผสมผสานวัสดุและศาสตร์ต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจสายสัมพันธ์ใหม่ มีแนวโน้มมาทดแทนธุรกิจหน้าเดิม วิธีการตลาดแบบเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ



ที่มา:แนวทางปีการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แนวใหม่ 2013 : คอลัมน์ อยู่สบาย โดย... ผศ.เอกพงษ์  ตรีตรงwww.ideal1group.com )

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ้าน อาคาร ที่อยู่อาศัย ประเภทต่างๆ


เนื่องจาก บ้าน อาคาร ที่อยู่อาศัย มีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทก็มีลักษณะเฉพาะตัวเหมาะสมกับการลงทุน แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ลงทุนใน บ้าน และ ที่ดิน จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจ เลือกประเภทบ้านให้เหมาะสม และสอดคล้องกับ สถานการณ์ด้วย ทั้งนี้บ้านที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจแยกออกได้เป็น 8 ประเภทด้วยกันคือ


1. บ้านเดี่ยว  (Single-Family Homes)

เป็น แบบบ้านที่อยู่อาศัยที่มีคนนิยมมากที่สุด ลักษณะเป็นบ้านตั้งอยู่ เดี่ยว ๆ มีเนื้อที่กว้างขวางรั้วรอบขอบชิด ทำให้ผู้อาศัยได้บรรยากาศของ ความเป็นส่วนตัว และห่างไกลจากการรบกวนของเพื่อนบ้าน บ้านชนิดนี้ปกติแล้จะ มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันสามารถตกแต่งได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตามฐานะและรสนิยม ของผู้เป็นเจ้าของ


2. อาคารพาณิชย์หรือตึกแถว (Shop Houses)

เป็น แบบบ้านอีกลักษณะหนื่งที่ได้รับความนิยมมากในแถบชุมชนเมือง เพราะนอกจากจะ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้แล้ว ยังสามารถดัดแปลงให้เป็นสถานที่ทำการค้าหรือ ธุรกิจได้ด้วย อาคารแบบนี้มักมีเนื้อที่แคบ จึงนิยมก่อสร้างหลาย ๆ ชั้น




3. ทาวน์เฮาส์ (Town house)

เป็น บ้านที่มีลักษณะเหมือนตึกแถวบ้านประเภทนี้มักตั้งอยู่ในเมือง ต่างกับตึกแถว ตรงที่มีบริเวณหน้าบ้านจัดเป็นสวนขนาดย่อมและจอดรถได้ ทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่ มักเป็นแบบ 2-3 ชั้น ใช้เนื้อที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นที่ในเมืองและมี ราคาแพง
 



4. แฟลตหรืออาพาร์ตเม้นต์ (Flat or Apartment)

เป็น ที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะคล้ายอาคารพาณิชย์ คือมีหลาย ๆ ชั้น แบ่งเป็นหลาย ยูนิต วัตถุประสงค์เพื่อให้เช่า ปกติแล้วที่อยู่อาศัยแบบนี้ ค่าเช่ามัก สูง เพราะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีและมีสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยครบ
 



5. คอนโดมิเนียม (Condominium) หรือ อาคารชุด

เป็นอาคารที่มีหลายชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นห้องชุดจำนวนมาก ซึ่งภาย ในห้องประกอบด้วยห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนำ ฯลฯ อาคารชุดแต่ละแห่งมักมีสิ่ง อำนวยความสะดวกครบถ้วน โดยทั่วไปแล้วอาคารชุดจะตั้งอยู่ในกลางเมือง หรือใน ที่ชุมชนที่มีการคมนาคมสะดวก อาคารชุดมีหลายประเภท ทั้งประเภทที่อยู่อาศัย (Residential Condominium)และประเภทสำนักงาน (Office Condominium) ผู้ซื้ออาคารชุดจะมีกรราสิทธิ์เป็นเจ้าของอาคาร ชุดของตน และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินส่วนกลาง อันได้แก่ ห้องโถง ที่จอด รถ ลิฟต์ สนาม และทางเดิน เป็นต้น ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินส่วน กลาง ผู้เป็นเจ้าของอาคารชุดจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบ
 

6. สหกรณ์เคหสถาน (Cooperative Housing)

เป็น ที่อยู่อาศัยแบบสหกรณ์ ลักษณะเป็นอาพาร์ตเมนต์เพล็กซ์ คล้าย คอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยประเภทนี้ เกิดขึ้นโดยผู้ต้องการที่อยู่อาศัย จะ ลงทุนซื้อหุ้นของสหกรณ์และสหกรณ์จะนำเงินนั้นไปซื้อที่ดินและสร้างอาคารให้ สมาขิกได้เช่าอยู่ สมาชิกต้องช่วยกันออกค่าบำรุงรักษา ซ่อมแซม ค่า ภาษี สมาชิกแต่ละหน่วย มีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียงในการเลือกตั้งกรรมการ บริหาร
 


7. บ้านเคลื่อนที่ (Mobile Home)

บ้าน ชนิดนี้ ในเมืองไทยมักไม่ค่อยคุ้นเคยกัน แต่ในต่างประเทศมีมานานแล้ว ลักษณะ เป็นบ้านที่สร้างสำเร็จรูปจากโรงงาน และย้ายมาติดตั้งในทำเลที่กำหนดให้เป็น พื้นที่ของบ้านเคลื่อนที่ ผู้ที่เริ่มตั้งครอบครัวใหม่นิยมอยู่บ้านเคลื่อน ที่ เพราะราคาไม่แพงนัก บางคนก็ใช้บ้านเครื่องที่เป็นสำนักงานเคลื่อน ที่ เช่น ผู้รับเหมาเวลาไปรับเหมาก่อสร้างตามแหลงรับเหมาต่าง ๆ บ้านแบบนี้สามารถขับเคลื่อนหรือพ่วงกับรถคันอื่นได้ ลักษณะภายในมีเครื่อง อำนวยความสะดวกเหมือนบ้านทั่วไป บ้านแบบนี้บางทีนิยมใช้เป็นบ้านของดารา ภาพยนตร์ หรือนักแสดงซึ่งต้องเดินทางเสมอ   ก็จะซื้อรถขนาดใหญ่ปรับปรุงภายในให้เหมือนบ้าน คือ มีห้องนอน ห้องเตรียม อาหาร ห้องน้ำ เพียงแต่ละห้องมีขนาดเล็กเท่านั้น   สำหรับผู้ที่ชอบท่องเทียวทัศนาจร บริษัทท่องเที่ยวบางแห่งก็จะมีรถยนต์ให้ เช่า ซึ่งจะตกตกแต่งภายในเหมือนบ้านอยู่อาศัย ขับไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ ได้ บ้านลักษณะนี้เรียกว่า Motor Home นิยมใช้กันมากตามเมืองท่องเทียว และใช้มากในช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยว   ซึ่งผู้ใช้จะสามารถประหยัดค่าโรงแรกที่พักได้มาก เพราะไปกันได้หลายคน และใช้ได้ในช่วงเวลายาวนานอีกด้วย
 

8. บ้านที่แบ่งเวลาการพักอาศัย (Time-Share Homes)

บ้านแบบนี้ ตามชื่อก็บอกลักษณะให้ทราบว่ามีการแบ่งเวลาหรือหมุนเวียนกันใช้ ประโยชน์ในบ้านพักอาศัยดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์ในการพักผ่อน เช่น บ้านพัก หรือเรือนรับรอง ที่อยู่ตามชายหาด หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยมีบุคคล บริษัท หรือโครงการจัดสรรเป็นเจ้าของ ใครต้องการไปพักผ่อนในช่วงไหน ก็ขอเช่าใช้ บ้านพักในช่วงนั้น ซึ่งจะมีการแบ่งเวลากันในระหว่างผู้ต้องการใช้ มีตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนถึง 6 เดือน ราคาค่าเช่าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เป็นต้นว่า ระยะเวลาในการ เช่า ขนาดของบ้าน ทำเลที่ตั้ง สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดตน

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อพาร์ตเมนต์ใช้เช่า ธุรกิจนี้ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง


จากการสำรวจของแผนกวิจัย ซีบี ริชาร์ด เอลลิส เกี่ยวกับตลาดอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯพบว่า ในปี 2555 จำนวนชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในกรุงเทพฯมีอัตราเพิ่มขึ้น 12.4% ต่อปี
ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในกรุงเทพฯ ประมาณ 65,000 คน  โดย 25% ของชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยเป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนใหญ่นิยมเลือกเช่าที่พักอาศัยมากกว่าซื้อ และต้องการพักอาศัยในเพียงไม่กี่ทำเล อาทิ สุขุมวิท ลุมพินี และสาทร
    โดยส่วนมากผู้เช่าชาวต่างชาติเลือกที่จะเช่าอพาร์ตเมนต์ (คืออาคารที่พักอาศัยที่มีเจ้าของเพียงผู้เดียว) คอนโดมิเนียม (คืออาคารที่พักอาศัยที่มีเจ้าของร่วม) และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์  เนื่องจากบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์สำหรับปล่อยเช่าในย่านที่เป็นที่นิยมมีราคาสูง และจากการสำรวจของแผนกวิจัย ซีบี ริชาร์ด เอลลิส แสดงให้เห็นว่า 90% ของอพาร์ตเมนต์ให้เช่าสำหรับชาวต่างชาติในย่านใจกลางกรุงเทพฯ นั้นมีผู้เช่าอาศัยอยู่แล้ว
alt    ด้านอัตราค่าเช่าต่อตารางเมตรยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าอัตราการเข้าพักอาศัยจะอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากงบประมาณในการเช่าที่พักอาศัย ซึ่งบริษัทที่ว่าจ้างผู้เช่าชาวต่างชาติเป็นผู้รับผิดชอบไม่ได้มีการปรับขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว รวมทั้งยังมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจากคอนโดมิเนียมเจ้าของห้องที่นำมาปล่อยเช่าอีกด้วย
    ปัจจุบันอัตราการเข้าพักของอพาร์ตเมนต์อยู่ที่ระดับ 90% ขณะที่คอนโดมิเนียมอยู่ที่ระดับ 77% สำหรับปริมาณอพาร์ตเมนต์ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 11,755 ยูนิต เปรียบเทียบกับคอนโดมิเนียมที่มีอยู่ถึง 90,075 ยูนิต ซีบี ริชาร์ด เอลลิส ประมาณการณ์ว่า ราว 40% ของคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ถูกซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่ามากกว่าเพื่ออยู่อาศัยเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,839
วันที่  28  เมษายน - 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จับตาอสังหาฯ-ก่อสร้างวิกฤติขาดแรงงาน



ปัญหาผู้รับเหมาฯ-แรงงานขาดแคลนเข้าขั้นวิกฤต อสังหาฯเผยไม่มีผู้รับเหมาฯเสนอประมูลงาน ตัดโอกาสผู้ประกอบการระดับกลาง-รายย่อย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมอาคารชุดไทย จัดเสวนาพิเศษเรื่อง "วิกฤติแรงงานขาดแคลน ผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์" (ในธุรกิจก่อสร้าง) ระบุว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในธุรกิจก่อสร้าง กำลังเป็นปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ โดยมีภาวะขาดแคลนแรงงานในทุกกลุ่ม ทั้งแรงงานระดับหัวหน้าคุมงาน แรงงานระดับช่างฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และแม้กระทั่งแรงงานไร้ฝีมือ ก็อยู่ในภาวะขาดแคลน ถึงขั้นต้องแย่งตัวแรงงานต่างด้าวที่ประจำในแต่ละไซต์งาน อีกทั้งมีปัญหาต้องเสียค่าใช้จ่ายปลีกย่อยหลายด้าน หากมีแรงงานต่างด้าวในครอบครอง ซึ่งเสี่ยงต่อการจ้างงานผิดกฎหมาย แต่หลายบริษัทก็ต้องรับสภาพ เนื่องจากมีภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก 
  นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอาคารขุดไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่ขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว จึงทำให้ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวกลายเป็นแรงงานหลักในไซต์งานก่อสร้าต่างๆ ในปัจจุบัน ซึ่งพบว่าผู้รับเหมาฯแทบทุกรายล้วนใช้แรงงานต่างด้าว เกินกว่าครึ่งของแรงงานที่มี และยังพบว่าสถานการณ์จ้างงานก่อสร้างเปลี่ยนไป คือแต่เดิมเวลาจะเปิดประมูลงาน ต้องมีผู้รับเหมาฯมาเสนองาน 5 รายเป็นอย่างต่ำ แต่ปัจจุบันนี้แทบไม่ต้องประมูล เพราะอาจเรียกผู้รับเหมาฯมาเสนองานได้เพียง 1-2 รายเท่านั้น
ผู้รับเหมาฯเล่นตัวเมินประมูลงาน 
"ผู้รับเหมาฯเล่นตัวมากขึ้น ถึงขนาดบอกว่าถ้าไม่ใช่ลูกค้าเก่ากันมาก่อน คงไม่มารับงานให้ที่มาเสนองานครั้งนี้เพราะเกรงใจ" นายอธิป ย้ำและว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับ บริษัทพัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ ยิ่งหากเป็นรายกลาง-รายย่อย การหาผู้รับเหมาฯในขณะนี้เป็นเรื่องยากมาก หรือหากได้งานก็ต้องเสนอราคาจ้างงานที่สูงมาก เกินภาวะปกติไป 10-20% กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ ไม่เพียงผู้รับเหมาฯ งานปลีกย่อยเช่น ตอกเสาเข็มก็เข่นกัน ต้องรอคิวถึง 45 วัน เพื่อจองตัวคนงานขับรถตอกเข็มซึ่งขาดแคลนหนัก เช่นเดียวกับช่างมุงหลังคาที่หาได้ยากงานล้นมือ หลายโครงการต้องกองกระเบื้องรอช่างนานนับเดือน

นอกจากนี้ แม้หลายโครงการมีผู้รัเหมาฯแล้วก็ใช่ว่าจะหมดปัญหา เพราะยังมีภาวะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นซ้ำซ้อนอย่างไม่ควรเป็น กรณีที่ผู้รับเหมาฯใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งแน่นอนย่อมมีทั้ง ที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และเข้ามาแบบไม่ถูกกฎหมาย จึงมักมีปัญหาต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าว
"ขณะนี้มีไม่น้อยกว่า 14 หน่วยงาน ที่เวียนเข้ามาตรวจไซต์งานก่อสร้าง ขอให้คนงานต่อแถวตรวจเอกสาร บางครั้งต้องยกขบวนกันไปโรงพัก เสียเวลาทำงานเป็นวันๆ ส่งผลกระทบต่อการทำงานล่าช้าเสียหาย ผู้รับเหมาฯบางรายจึงยอมจ่ายเงินพิเศษ เพื่อตัดปัญหาแต่ก็พบกรณีเรียกตรวจทำนองนี้ค่อนข้างถี่ หลายรายยอมเสียค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่แบบรายเดือนเพื่อตัดปัญหา แต่ก็กลายเป็นปัญหาต้นทุนซ้ำซ้อนบานปลาย" นายอธิป เผยและว่า ที่ผ่านมาเอกชนพยามปรับตัวด้วยการ นำระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการยอมรับของตลาด เนื่องจากคุณภาพงานมีปัญหา จากรอยต่อชิ้นส่วนต่างๆ ที่มีกรณีน้ำรั่วซึมได้ เนื่องจากไทยเป็นเมืองร้อนชื้นฝนตกมากกว่าแถบยุโรปเจ้าของเทคโนโลยีต้นแบบ
นอกจากนี้ยังมีปัญหา แย่งตัวคนงานก่อสร้างกันแบบเฉพาะหน้า โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพบว่ามีปัญหาถูกชิงตัว ถึงไซต์งานหากไม่มีหัวหน้างานคุมอยู่ ด้วยการเสนอค่าจ้างสูงกว่าเกือบเท่าตัว ดึงตัวคนงานจากไซต์หนึ่งไปอีกไซต์หนึ่งแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งกรณีการเสนอค่าจ้างแรงงานสูงกว่า เป็นอีกประเด็นปัญหาที่ทำให้คนงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งไม่ต้องการขึ้นทะเบียน เพราะเมื่อขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวแล้ว จะทำให้การเคลื่อนย้ายที่ทำงานทำได้ยาก แม้กระทั่งการย้ายไซต์งานก่อสร้างก็ไม่สามารถทำได้ หากแจ้งขึ้นทะเบียนทำงานกับนายจ้างเดียวไว้ไซต์งานเดียวไว้ตั้งแต่แรก
เสนอผ่อนเกณฑ์ย้ายแรงงานต่างด้าว 
ปัญหาเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงานต่างด้าวทำได้ลำบาก เป็นอีกประเด็นที่กระทบต่อการดำเนินงาน เพราะแม้กระทั่งนายจ้างเดิมที่ขึ้้นทะเบียนแรงงานไว้ถูกต้อง ก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายกรณีที่จย้ายแรงงานต่างด้าว ไปทำงานนอกพื้นที่ที่แจ้งไว้รายละ 1,000 บาท/ต่อการแจ้งย้าย 1 ครั้ง ดังนั้นเอกชนจึงต้องการจอผ่อนผันเรื่องการย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ด้วย
ด้านน.พ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ยอมรับว่าสถานการณ์แรงงานขณะนี้ขาดแคลนจริง โดยเฉพาะแรงงานไทยไม่นิยมทำงานในภาคก่อสร้างและภาคแรงงานพื้นฐานมากนัก ซึ่งความรุนแรงของปัญหามาจากหลายสาเหตุ ปัญหาใหญ่คือ โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ทั้งเรื่องของอายุประชากร อาชีพที่เลือกได้ไมากขึ้น ปัจจุบันคนไทยเลือกอาชีพอิสระมากขึ้น เพราะทำง่ายรายได้ดี เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หาบแร่แผงลอย อาชีพรับจ้างอิสระ และค้าขายอื่นๆ ทำให้แรงงานหายไปหลายแสนคน
ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยว่าข้อมูลล่าสุดมีผู้ประกอบการแจ้งโควต้าความต้องการแรงานเพิ่มอีก 2.1 ล้านคน แต่สถานการณ์ขณะนี้ เรามีแรงานในมือเพียง 5 แสนกว่าคน สรุปเรายังมีความต้องการแรงงานต่างด้าวอยู่ 1.6 ล้านคน ที่ถือได้ว่ายังขาดแคลน โดยจำนวนนี้ไม่รวมแรงงานผิกกฎหมาย 
หากดูจากสถาณการณ์ล่าสุด แรงงานต่างด้าวในไทยมีอยู่ 1.3 ล้านคน และยังอยู่ในมือผู้ประกอบการอีก 5 แสนคน ที่กำลังจะขึ้นทะเบียนรวมเป็น 1.8 ล้านคน ยังมีแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาทำงานแบบไม่เปิดเผยอีกราว 7 แสนคน รวมเป็นแรงงานต่างด้าวนในไทยทั้งสิ้นกว่า 2.5 ล้านคนเป็นอย่างน้อยแต่ก็ยังไม่เพียงพอ
จำนวนที่ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการถึง 1.6 ล้านคนนั้น ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้แก้ปัญหา โดยได้ทำเอ็มโอยูลงนามความร่วมมือกับ 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ในการนำเข้าแรงงานมาทำงานในไทย ซึ่งก็ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่นยังไม่เพียงพอ เพราะในทางปฏิบัติจริงแรงงานตามเอ็มโอยู มีโอกาสจะได้มาเพียงจากพม่าเท่านั้น ขณะที่เวียดนาม และกัมพูชา มีโอกาสส่งแรงงานมาไทยน้อยมาก ที่เข้ามาส่วนใหญ่ล้วนเป็นการลักลอบแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
อีกทั้ง ล่าสุดสมาคมประมง ได้เรียกร้องมาว่าต้องการแรงงานเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันแรงงานพม่า และกัมพูชา ไม่ยอมลงเรือ ทำให้มีปัญหาหลอกคนไปทำงาน ปัญหาค้ามนุษย์ตามมา ล่าสุดก.แรงงานจึงประสาน ด้วยการจะทำเอ็มโอยูกับประเทศบังคลาเทศ เพื่อส่งแรงงานเข้ามาในภาคประมงไทย และอาจเพิ่มให้กับสมาคมด้านก่อสร้างที่แสดงความจำนงมาด้วยเช่นกัน
ส่วนประเด็นการย้ายไซต์งานของแรงงานก่อสร้าง น.พ.สมเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้่จะรับไว้พิจารณาดำเนินการผ่อนผัน ให้สามารถทำได้ โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน โดยกระทรวงฯจะรับไปดำเนินการต่อ และให้ระบุตั้งแต่ขั้นตอนการออกใบอนุญาตทำงาน โดยให้ระบบจำนวนไซต์งานของแรงงานนั้นๆ ได้มากว่า 1 แห่ง อาจได้ถึง 10 แห่งไว้ตั้งแต่ต้น
เกาะติดโครงการ2ล้านล้านหวั่นปัญหาซ้ำ นอกจากนี้ นพ.สมเกียรติ กล่าวว่า ทางกระทรวงยังมีความกังวล กับปัญหาที่อาจเกิดต่อเนื่องจากโครงการ 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลที่จะสร้างระบบสาฤธาณูปโภคพื้นฐานอาจใช้แรงงานจำนวนมาก จะกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาแรงงานในภาคก่อสร้าง ที่ขาดแคลนหนักในปัจจุบัน จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปขอดูรายละเอียดโครงการดังกล่าว เพื่อประเมินว่าจะมีโอกาสใช้แรงงานเพิ่มอีกเพียงใด เพื่อนำมาวิเคราะห์วางแผนจัดเตรียมแรงงาน สำหรับป้อนภาคก่อสร้างให้เพียงพอ
ซึ่งในเรื่องนี้ ภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก็แสดงความกังวลเช่นกันว่า โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในกลุ่มเมกะโปรเจคต่างๆ หากเปิดดำเนินการจริง อาจส่งผลกระทบการดึงผู้รับเหมาฯ และการดึงแรงงานซึ่งวิกฤติอยู่แล้ว ให้เลวร้ายซ้ำเติมขึ้นไปอีก สถานการณ์ขณะนี้ ผู้ประกอบการจึงพยายามทุกวิถีทางในการปรับตัวเพื่อรับมือปัญหา บางบริษัทมีการปรับระบบการบริหารงานก่อสร้าง เปิดแผนกควบคุมงานก่อสร้างขึ้นมาเป็นการเฉพาะ
อย่างกรณีล่าสุด บริษัท เอเชี่ยน พร็อเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เปิดแผนกบริหารโลจิสติกส์ สำหรับงานก่อสร้างขึ้นมาเป็นกรณีเฉพาะกิจ โดยให้เหตุผลว่าต้องการบริหารงานก่อสร้างไม่ให้ติดขัด ซึ่งเนื้อหาใหญ่ก็คือกาแก้ปัญหาการก่อสร้างไม่ให้สะดุด จากปัญหาขาดแคลนผู้รับเหมาฯ และขาดแคลนแรงงานก่อสร้างในทุกระดับชั้นนั่นเอง
ขณะที่่เอกชนบางราย ยอมรับว่าภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นขณะนี้ บางบริษัท ถึงกับต้องปรับตัว โยกย้ายเจ้าหน้าที่ในไซต์งานก่อสร้าง ดึงส่วนงานที่ไม่ขาดแคลนมากมาเสริม งานที่ขาดแคลนหนัก โดยเฉพาะงานโฟร์แมนผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งใช้คนระดับอาชีวะ เป็นผู้ควบคุมแต่เนื่องจาก แรงงานในกลุ่มนี้ขาดแคลนมาก เพราะผู้จบอาชีวะมักจะกลับไปเรียนต่อเมื่อจบปริญญาตรีแล้ว ก็ไม่ยอมทำงานระดับโฟร์แมน ขยับไปสู่งานวิศวกรแทน หลายบริษัทจึงต้องปรับตำแหน่งวิศวกร ในแง่การทำงานลงมาเป็นงานระดับโฟร์แมน แต่เรียกตำแหน่งวิศวกรเช่นเดิม และจ่ายค่าจ้างระดับวิศวกร แต่ใช้งานในระดับต่ำลงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ซึ่งก็เป็นอีกค่าใช้จ่ายที่ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริง
โดย : อรวรรณ หอยจันทร์

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย


การเคหะฯจัดประชุม “กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย

                               และเมืองในประเทศไทย”

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติบ่อยครั้งและรุนแรง กรุงเทพฯและเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลกต่างประสบปัญหาจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความแออัดทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการจราจรส่งผลให้เกิดมลพิษสูงขึ้น ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอและล้าหลัง เหล่านี้คือ วาระของคนไทยที่ต้องร่วมกันแก้ไข


เพื่อระดมความคิดเห็นในการสร้างสรรค์ให้เมืองมีประสิทธิภาพ และมั่นคงปลอดภัย โอกาสนี้ การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ The Pacific Rim Council on Urban Development (PRCUD) จัดงานนิทรรศการสัมมนาวิชาการนานาชาติครั้งใหญ่ หัวข้อ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย” ( New Paradigm of Housing and Urban Development in Thailand)  ในวันที่ 11-13 มีนาคม 2556 ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวโดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน
           
ระดม 30 กูรูจากนานาประเทศทั่วโลกและประเทศไทย ถกประเด็นร้อน โดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อย 5 Session คือ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองโดยสอดคล้องกับระบบขนส่งมวลชน(Transit Oriented Development (TOD)) , ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมือง (Public- Private Partnerships ),  ความมั่นคงปลอดภัยของเมืองจากอุทกภัย (Resilience From Flooding),  แหล่งเงินทุนและสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ (Housing Finance & Affordability) และ  การใช้พื้นที่เมืองและการวางแผนสาธารณูปโภค (Metropolitan Land Use And Infrastructure Planning)
       
วัตถุประสงค์ เพื่อ ส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองที่ยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิต การเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ, ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำองค์ความรู้และผลการประชุมไปเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติของประเทศไทย และฉลองวาระครบ 40 ปีการก่อตั้งการเคหะแห่งชาติ โดยเปิดโอกาสให้นักวิชาการหลายภาคส่วนมีส่วนร่วมในข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองที่ยั่งยืนในประเทศไทย 
วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2556
มติชนออนไลน์